โรคไข้เลือดออก
 
ไข้เลือดออกเป็นโรคที่เกิดจากยุงเป็นพาหะของโรคไข้เลือดออกนอกจากจะเป็นปัญหาสาธารณสุขของประเทศไทย
แล้ว ยังเป็นปัญหาสาธารณสุขทั่วโลกโดยเฉพาะ ประเทศในเขตร้อนชื้น และก่อให้เกิดความกังวลต่อผู้ปกครองเวลาเด็กมีไข้
บทความนี้จะบรรยายถึงโรคไข้เลือดออกในแง่การดูแลผู้ป่วยซึ่งมีหัวข้อดังต่อไปนี้
อุบัติการณ์ของโรคไข้เลือดออก
เมื่อ คศ 1970มีการระบาดของไข้เลือดออกเป็นครั้งคราว epidermic 9 ระเทศปัจจุบันไข้เลือดออกมีการระบาด
เพิ่มมาก ขึ้นในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาปัจจุบันไข้เลือดออกเป็นโรคประจำท้องถิ่น endemic ของประเทศ
มากว่า 100 ประเทศใน แถบแอฟริกา อเมริกา เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ western pacificโดยมีความรุนแรงมาก
ในแถบ เอเซียตะวันออกเฉียงใต ้ western pacific ประชากรประมาณ 2500 ล้านคนในประเทศที่มีการระบาด จะเสี่ยงต่อการติดเชื้อไข้เลือดออก ประมาณ ว่าจะมีการติดเชื้อปีละ 50 ล้านคน และต้องนอนโรงพยาบาล มากกว่า 500000 คนต่อปี อัตราการเสียชีวิตประมาณ ร้อยละ 2.5 แต่อาจจะสูงถึงร้อยละ 20 หากให้การรักษา
อย่างด อัตราการเสียชีวิตอาจจะลดลงต่ำกว่าร้อยละ1
อาการของโรคติดเชื้อไข้เลือดออก
ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไข้เลือดออกอาจจะไม่มีอาการ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อยหรืออาจจะเกิดอาการรุนแรงจนเสียชีวิต
เมื่อหายร่างกายจะมีภูมิต่อเชื้อนั้นตลอดชีวิต ความรุนแรงของการติด เชื้อขึ้นกับอายุ ภาวะภูมิคุ้มกัน และความรุนแรง
ของเชื้อ ติดเชื้อไวรัสแดงกิวมีอาการได้ 3 แบบคือ
 การติดเชื้อไข้แดงกิ่ว Denque Fever
 ไข้เลือดออก [Dengue hemorrhagic fever-DHF]
 สำหรับไข้เลือดออกแดงกิวที่ช็อก Denque Shock Syndrome DSS
ความรุนแรงของโรค
ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นไข้เลือดออกแดงกิวจะต้องมีหลักฐานการรั่วของพลาสมา(มีความเข้มข้นของเลือด[Hct]
เพิ่มขึ้น 20% หรือมีน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดหรือในช่องท้อง) และ
มีเกร็ดเลือดต่ำกว่า 100,000 ความรุนแรงของโรคไข้เลือดออกจัดได้เป็น 4 ระดับ
 Grade 1 ผู้ป่วยไม่ช็อก เป็นไข้เลือดออกโดยที่ไม่มีจุดเลือดออก ทำ touniquet test ให้ผลบวก
 Grade 2 ผู้ป่วยไม่ช็อก มีจุดเลือดออกตามผิวหนัง มีเลือดกำเดาไหล หรืออาเจียนเป็นเลือด
 Grade 3 ผู้ป่วย่ช็อก มีความดันโลหิตต่ำ ชีพขจรเร็ว pulse pressure แคบ เหงื่อออก กระสับกระส่าย
 Grade 4 ผู้ป่วย่ช็อกรุนแรง วัดความดันโลหิตไม่ได้
เมื่อไรจะให้กลับบ้าน
 ไม่มีไข้ 24 ชั่วโมงโดยที่ไม่ได้รับยาลดไข้ ผู้ป่วยอยากอาหาร
 ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นอย่างชัดเจน
 ความเข้มของเลือดคงที่
 3วันหลังจากรักษาภาวะช็อค
 เกร็ดเลือดมากกว่า 50000
 ไม่มีอาการแน่ท้องหรือแน่หน้าอกจากน้ำในท้องหรือช่องเยื่อหุ้มปอด
ภาวะโรคแทรกซ้อนอื่นๆ
 ตับวาย
 ไตวาย
 สมองทำงานผิดปกติ
การป้องกันโรคไข้เลือดออก
วิธีป้องกันไข้เลือดออกที่ได้ผลดีและยั่งยืนต้องเป็นแบบบูรณการโดยการร่วมมือของทุกฝ่าย
 ภาคครัวเรือนต้องป้องกันโดยการกำจัดแหล่งน้ำที่เพาะพันธุ์ยุง และการป้องกันส่วนบุคคล
 ภาคชุมชนจะต้องมีการรณรงค์ให้มีการกำจัดแหล่งลูกน้ำในชุมชนอย่างน้อยปีละ 2-3 ครั้งและจะต้องทำพร้อมกันทั่ว
ประเทศโดยการโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ
 สำหรับชุมชนที่ห่างไกลก็อาจจะต้องใช้อาสาสมัคร
 จัดโปรแกรมสำหรับเด็กและครอบครัวเพื่อกำจัดลูกน้ำ
 กระตุ้นให้เอกชนมีส่วนร่วมในการจัดสิ่งแวดล้อม
 จัดการประกวดพื้นที่ปลอดภัยจากไข้เลือดออก
ข้อสำคัญของไข้เลือดออก
 ให้สงสัยว่าจะเป็นไข้เลือดออกในผู้ที่มีไข้เฉียบพลัน ไข้สูง โดยที่ไม่มีอาการของไข้หวัดร่วมกับมีจุดเลือดออกหรือทำ
touniquet test
 หากตับโตจะช่วยสนับสนุนว่าเป็นไข้เลือดออก
 ช่วงที่วิกฤตคือช่วงที่ไข้เริ่มลง หากเกร็ดเลือดต่ำลงร่วมกับความเข้มข้นของเลือดเพิ่มขึ้นก่อนไข้ลง ให้สงสัยว่าจะเกิด
 ยาลดไข้ไม่ได้ทำให้ระยะเวลาที่เป็นไข้ลดลง การให้ยาไม่ถูกต้องอาจจะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน
 หากเลือดมีความเข้มข้นมากขึ้น 20%แสดงว่ามีการรั่วของพลาสม่า จำเป็นต้องได้รับน้ำเกลืออย่างเหมาะสม แต่การ
ให้น้ำเกลือก่อนที่จะมีการรั่วของพลาสม่าไม่เกิดประโยชน์
 ภาวะ DSS เกิดจากการรั่งของพลาสม่าทำให้ร่างกายขาดน้ำ ต้องรีบให้น้ำเกลืออย่างรวดเร็ว และอาจจะจำเป็น
ต้องให้ Dextran 40
 การให้น้ำเกลือจะให้เท่ากับพลาสม่าที่รั่ว โดยดูจากความเข้มของเลือดและปริมาณปัสสาวะที่ออก
 การได้รับน้ำเกลือมากเกินไปอาจจะเกิดน้ำท่วมปอด
ที่มา : www.siamhealth.net ขอขอบพระคุณอย่างสูงครับ
ค้นหาทั่วโลก  

สถิติการเข้าเยี่ยมเราตั้งแต่ มิ.ย.51
Web Site Counters
เว็บนี้แสดงผลได้ดีใน Microsoft Internet Explorer ที่ 1024x768 - 32 bit Color
© 2008 สถานีอนามัยตำหนักธรรม หมู่ที่6 ตำบลตำหนักธรรม อำเภอหนองม่วงไข่
จังหวัดแพร่ 54170 โทรศัพท์054-646037

ปรับปรุงล่าสุด 24 ส.ค.51